My latest images for sale at Shutterstock:

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งเดียวในไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งเดียวในไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan) วัดไทยแห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรวิหาร วัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5

Thai | English

          วันนี้ชวนทุกคนไปกราบพระชมความงดงามของสถาปัตยกรรมยุโรปที่วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan)  จ.พระนครศรีอยุธยา ( ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา )  วัดไทยแห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรวิหาร  วัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 ครับ


 ประวัติ/ความสำคัญ  : วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan)        



          จากเว็บไซต์วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารเขียนเล่าให้ฟังว่า "วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2419 เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางประอิน ซึ่งทรงโปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง โดยใช้ศิลปะแบบโกธิค (Gothic)โดยเฉพาะพระอุโบสถของวัด ที่เป็นอาคารมีโดมหอคอยปลายแหลมตามอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตก บริเวณยอดโดมมีหอนาฬิกาและระฆังชุด เหนือขึ้นไปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธนฤมลธรรโมภาสเป็นพระประธาน ซึ่งออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยใช้การผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยมกับศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน นอกจากนี้บริเวณฐานชุกชีซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธานก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์ ช่องหน้าต่างเจาะไว้เป็นหน้าต่างโค้ง และเมื่อหันกลับมองบนฝาผนังด้านหน้าของพระประธาน จะเห็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ประดับด้วยกระจกสีที่สั่งเข้ามาจากประเทศอิตาลี มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่งซึ่งหาชมจากที่ใดในเมืองไทยไม่ได้

พระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ประดับด้วยกระจกสีที่สั่งเข้ามาจากประเทศอิตาลี

          เมื่อพ.ศ. 2419 ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ขยายกำแพงพระราชวังบางปะอินให้พระราชวังมีอาณาเขตกว้างกว่าเดิม ได้มีพระราชศรัทธาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนิเวศธรรมประวัติขึ้น เพื่อให้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลใกล้พระราชวัง ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้เจ้าพนักงานจ้างช่างเหมาช่างชาวตะวันตก ได้แก่ มร.ยูกิงแกรซี มาเป็นผู้กะวางแผนที่ ตลอดจนออกแบบพระอุโบสถและหมู่กุฎิให้มีรูปแบบลักษณะวัดในศิลปะตะวันตก ประวัติที่มาของการสร้างวัดนั้น ปรากฎข้อความบนแผ่นศิลาจารึกประวัติการก่อสร้างที่อยู่ในพระอุโบสถ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ พระศรีสุนทรโวหารจารึกเรื่องการสร้างวัดบนแผ่นศิลาติดผนังไว้ในพระอุโบสถจำนวน 2 แผ่น บริเวณฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของประตูทางเข้า ด้านละ 1 แผ่น มีใจความระบุถึงประวัติความเป็นมาแต่เดิมว่า เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์สืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นต้นมา ก่อนสร้างวัดนิเวศธรรมประวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากทรงมีนิวาสสถานดั้งเดิมอยู่ที่เกาะบางปะอิน เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์โปรดให้สร้างพระราชวังเป็นที่ประพาส อีกทั้งโปรดให้สร้างวัดชุมพลนิกายารามขึ้นที่บริเวณด้านเหนือของพระราชวัง ตั้งแต่นั้นมาพระบรมวงศานุวงศ์ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาก็ได้เสด็จประพาสที่เกาะบางปะอินนี้ทุกพระองค์
          ครั้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดการเสด็จประภาสที่เกาะบางปะอินอยู่เนืองๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระถมดินเพิ่มเติมให้ลึกและกว้างกว่าแต่ก่อน แล้วจึงทรงสร้างพระตำหนักและตึกแถว แนวกำแพงโดยรอบกว้างขวางออกไป และมีพระราชศรัทธาให้สร้างวัดนิเวศธรรมประวัติขึ้นเพื่อเป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลใกล้พระราชวัง โดยได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างตะวันตกให้เป็นผู้ออกแบบแผนผังพระอุโบสถ และถาวรวัตถุภายในวัด เช่นศาลาการเปรียญ หมู่กุฎิ ก่อแท่นซุ้มสำหรับประดิษฐานพระคันธารราษฎ์ โดยมีดำริให้สร้างสถาปัตยกรรมเป็นอย่างตะวันตกทั้งสิ้น
          เหตุที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกภายในวัดนั้น ปรากฎหลักฐานในจารึกประกาศพระราชทานที่วัดและเสนาสนะเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสงฆ์ ซึ่งมีความในพระราชดำริตอนหนึ่งในการถวายพระอาราม ดังนี้
          “… ข้าพเจ้าคิดจะใคร่สร้างเป็นพระอารามน้อยๆ สำหรับที่บำเพ็ญกุศลใกล้พระราชวังในเวลาเมื่อได้มาขึ้นมาพักแรมอยู่ที่เกาะบางปะอินนี้ จึงได้คิดถมดินให้พ้นน้ำตามฤดูที่เคยประมาณว่าเป็นอย่างมากโดยปรกติ แล้วให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างชาวตะวันตก กะวางแผนที่ทำตามแบบอย่างกับประเทศตะวันตกทุกสิ่ง ซึ่งได้ให้คิดสร้างโดยแบบอย่างเป็นของชาวต่างประเทศดังนี้ ด้วยมีความประสงค์จะบูชาพระพุทธศาสนาด้วยของแปลกประหลาด แลเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็่นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็นของมั่นคงถาวรสมควรเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง ใช่จะนิยมยินดีเลื่อมใสในลัทธิศาสนาอื่น นอกจากพระพุทธศาสนานั้นหามิได้”
          การก่อสร้างใช้ระยะเวลาทั้งหมดรวม 2 ปี 22 วัน สำเร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2421 และได้โปรดเกล้าให้จัดการฉลองสมโภชครั้งใหญ่ รวม 4 วัน 4 คืน และทรงนิมนต์พระอมราภิรักขิตจากสำนักวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม มาเป็นเจ้าอาวาส ภายหลังจากงานต่างๆสิ้นสุดลง เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 13 ค่ำ ปีฉลู นพศก 1239 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน 2421"


          จากเว็บไซต์ thai.tourismthailand.org เขียนเล่าให้ฟังต่อว่า "แก่นกลางของวัดแห่งนี้คือพระพุทธศาสนานิกายธรรมยุต หากรูปลักษณ์ที่ปรากฎนั้นโอ่โถงราวกับวิหารกอธิค ทำให้วัดนิเวศธรรมประวัติคือวัดไทยแห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป และด้วยความงดงามแปลกตานี้เอง วัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งนี้จึงได้รับการยกสถานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรวิหาร"
         
สถานที่ตั้ง วัดกษัตราธิราชวรวิหาร (Wat Kasatrathirat Worawihan)
         ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ ตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน ต.ศรีบ้านเลน อ.บางปะอิน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

การเดินทางไป วัดกษัตราธิราชวรวิหาร (Wat Kasatrathirat Worawihan)

แผนที่สำหรับเดินทางไปวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan)

ถึงจุดหมาย : วัดกษัตราธิราชวรวิหาร (Wat Kasatrathirat Worawihan)
            เนื่องจากวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan) ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีถนนตัดผ่านเข้าไป เราต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าสำหรับส่งผู้โดยสารจากที่จอดรถข้ามไปอีกฝั่งที่เป็นที่ตั้งวัดครับ ขณะอยู่บนกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบรรยากาศดีมากครับ (รูปประกอบ : การเดินทางวันที่ 17 ต.ค.2559)




กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร


            เมื่อเราเดินทางไปถึงวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan) เราไปตามรอยประวัติศาสตร์ ชมความงามวัดไทยแห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป วัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5  และกราบพระเพื่อเป็นศิริมงคลกันครับ

 
            เว็บไซต์วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารเขียนเล่าเกี่ยวกับ พระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ ให้ฟังว่า "พระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ สร้างอยู่ในกำแพงแก้ว ก่ออิฐถือปูนทำเป็นลวดลายแบบตะวันตก เหนือกำแพงมีเสมาสลักจากหินปักอยู่ เสมามีรูปแบบหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ตรงมุมทั้ง 4 สลักเป็นรูปเศียรนาค ตรงกลางสลักลายธรรมจักร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการคิดประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5


          พระอุโบสถเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มียอดโดมปลายแหลมเหมือนโบสถ์ในคริสต์ศาสนา ภายในพระอุโบสถมีเพดานและช่องหน้าต่างสูง มีซุ้มยอดแหลมเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” พระประธานซึ่งเป็นพระปฏิมากรประทับนั่งขัดสมาธิเพชร และพระอรหันต์สาวก คือ พระโมคคัลลานะอยู่ทางซ้าย และพระสารีบุตรอยู่ทางขวา เบื้องหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระนิรันตราย บานประตูหน้าต่างประดับด้วยกระจกสลับสี ที่ผนังอุโบสถทั้งสองข้างประตูทางเข้ามีจารึกประวัติการสร้างวัดและพระพุทธปฏิมากรเหนือประตูพระอุโบสถมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องต้นทำด้วยกระจกสีงดงาม


          ด้านหน้าบริเวณทางเข้าพระอุโบสถมีมุขยื่นออกมา ลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วซ้อนกัน 2 ชั้น รอบผนังพระอุโบสถเจาะช่องหน้าต่างเป็นรูปโค้งปลายแหลมทุกด้านของอาคาร บริเวณท้ายพระอุโบสถเป็นหอระฆังยอดโดมลักษณะรูปกรวยแหลมสูงขึ้นไป 3 ชั้น แต่ละชั้นนั้นเจาะช่องหน้าต่างเป็นอาร์คแบบโค้งปลายแหลมไว้รอบหอระฆัง ชั้นแรกมีการเจาะช่องหน้าต่างทั้งสี่ด้าน และวางยอดปราสาทจำลองประดับไว้ที่มุมทั้งสี่ด้าน ถัดขึ้นไปชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 เจาะช่องหน้าต่างและประดับด้วยกระจกสี 8 ด้าน


          บนสุดของยอดทำเป็นโดมปลายแหลม บนหอระฆังมีเจดีย์สำริดปิดทองภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตรงผนังเบื้องล่างยอดโดมประดับด้วยนาฬิกา บอกเวลาเป็นเลขโรมัน"


          และเว็บไซต์วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารเขียนเล่าเกี่ยวกับ พระพุทธนฤมลธรรโมภาศ พระพุต่อว่า "เป็นพระปฏิมากรนั่งสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 22 นิ้วกึ่ง สูงตลอดรัศมี 36 นิ่งกึ่ง หล่อกะไหล่ทองแล้วเสร็จเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 12 แรม 9 ค่ำ จุลศักราช 1329 ตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2420 รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้เป็นพระประธานในพระอุโบสถประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว
          พระพุทธรูปองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงสร้างวัดนี้ โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ (หม่อมเจ้าดิศดวงจักร ในกรมหมื่นณรงค์หริรักษ์) ซึ่งทรงพระเกียรติคุณว่าเป็นช่างอย่างวิเศษมาแต่รัชกาลที่ 4 ทรงเคยสร้างพระพุทธรูปต่างๆ มาจนนับองค์ไม่ถ้วน ให้ทรงออกแบบปั้นหุ่นและหล่อขึ้น นับว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก โปรดว่างดงามหาที่ตำหนิมิได้
          ต่อมาภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่อีกองค์หนึ่งให้มีขนาดเท่ากัน กับมีพระราชดำรัสกำชับว่าขอให้งามเหมือนพระพุทธนฤมลธรรโมภาศ แต่ก็เป็นที่สุดวิสัย มิได้ดังพระราชประสงค์ด้วยพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการได้กราบบังคมทูลว่า ทำสุดฝีมืออยู่ที่พระพุทธนฤมลธรรโมภาศเสียแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้จึงจัดว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามอย่างเอกอุในบรรดาฝีมือของพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ"

พระพุทธนฤมลธรรโมภาศ 

          เดินชมความงามทางสถาปัตยกรรมให้เต็มอิ่มครับ และเดินชมบริเวณรอบๆ วัด กราบพระเพื่อเป็นศิริมงคล


          สิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดชมครับนั่นคือ "นาฬิกาแดด LOFTUS SIAM 1878"  สร้างโดย นาวาโท อัลเฟรด ลอฟตัส นายทหารอุทกศาสตร์ ราชนาวีสยาม ถวายแก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2421

นาฬิกาแดด ปี 1878

          ข้างๆ พระอุโบสถมี สุสานสวนหินดิศกุลอนุสรณ์  สถานที่บรรจุอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (21 มิ.ย.2415 - 1 ธ.ค.2486) ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งการศึกษาและปกครอง และอัฐิของเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีอัฐิของเจ้านายราชสกุลดิศกุลอีกหลายองค์ อยู่ท่ามกลางสวนหิน



            หากใครชอบการท่องเที่ยวแบบสบายๆ ขับรถกินลม ชมบรรยากาศโบราณสถาน กราบพระ ตามรอยประวัติศาสตร์ ชมความงดงามทางสถาปัตยกรรม  วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร (Wat Niwet Thamprawat Ratworawihan)   อีกหนึ่งสถานที่ในเมืองไทยที่เราไม่ควรพลาดไปเยือนครับ...สวัสดีครับ


วัดพระศรีสรรเพชญ์ จ.พระนครศรีอยุธยา วัดสำคัญที่สุดของราชสำนักอยุธยา
วัดพระเมรุราชิการาม วัดที่ใช้ทำสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ( Wat Na Phra Mane )
วัดไชยวัฒนาราม ( Wat Chaiwatthanaram )
วัดมหาธาตุ พระอารามหลวงในสมัยอยุธยาที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (Wat Maha That)
วัดใหญ่ชัยมงคล (Wat Yai Chaimongkhon) อนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติและสัญลักษณ์แห่งการอภัยทานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
วัดธรรมาราม (Wat Thammaram) สถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา สถานที่จำพรรษาของพระอุบาลีมหาเถระ
มหาสงกรานต์ มหามงคล ไปสรงน้ำพระงานหลวงปู่ทวด ประจำปี 2559
สรงน้ำหลวงปู่ทวดปี 2558
เที่ยวประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ลาดชะโด หนึ่งปีมีครั้ง
ตลาดน้ำคลองสระบัว ( Ayutthaya Klong Sa Bua Floating Market & Water Theatre ) : กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกิจการ

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

ชมความงามน้ำตกพลิ้ว (Phlio waterfall) ตามรอยประวัติศาสตร์อนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) และอลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn Chedi Pagoda)

     วันนี้ชวนไปสูดอากาศให้เต็มๆ ปอดที่น้ำตกพลิ้ว (Phlio waterfall) อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี (น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี) ตามรอยประวัติศาสตร์อนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) และอลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda)ครับ (ภาพประกอบถ่ายการเดินทางวันที่ 13 พ.ค.2556)


ประวัติ/ความสำคัญ 
     อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว
    จาก th.wikipedia.org เขียนเล่าว่า "อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในจังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอขลุง และอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 134.50 ตารางกิโลเมตร หรือ 84,062.50 ไร่ ประกอบด้วยป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้มีอากาศจะเย็นสบายตลอดทั้งปี ยอดเขาสลับซับซ้อนสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 20-924 เมตร จุดสูงสุดของพื้นที่อยู่ที่ยอดเขามาบหว้ากรอก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 924 เมตร และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย อยู่ห่างจากจังหวัดจันทบุรีประมาณ 14 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอดสายทำให้สะดวกสบายในการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ"



     อนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom)
     ป้ายภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วเขียนเล่าเกี่ยวอนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) ว่า "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี เคยเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้วเมื่อชันษา 14 พรรษา ทรงโปรดความงามตามธรรมชาติของสถานที่แห่งนี้เป็นอันมาก เคยปรารภว่าใคร่ที่จะเสด็จประภาสอีก แต่บังเอิญเสด็จทิวงคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ใสร้างอนุสาวรีย์บรรจุพระสริรางคารของสมเด็จพระนางเจ้าฯไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ในปี พ.ศ.2424"



     และป้ายภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วอันเล็กเขียนเล่าเกี่ยวอนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) ต่อว่า "ปิรามิดพระนางเรือร่ม ที่ระลึกถึงความรักแห่งสมเด็งพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ อัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จทิวงคตแล้วที่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเรือพระประเทียบล่ม สร้างขึ้นโดยจุฬาลงกรณ์บรมราช ผู้เป็นพระสวามี โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี จ.ศ.1243 (พ.ศ.2424)"
     อลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda)
     ป้ายภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วเขียนเล่าเกี่ยวอลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda) ว่า "สร้างขึ้นด้วยศิลาแลง พ.ศ.2419 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้ว และพระองค์ทรงโปรดปรานน้ำตกพลิ้วเป็นอย่างยิ่ง"

สถานที่ตั้ง 
     อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี

เดินทางไป "ชมความงามน้ำตกพลิ้ว(Phlio waterfall) ตามรอยประวัติศาสตร์อนุสร์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) และอลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda)"
     การเดินทางไปชมความงามน้ำตกพลิ้ว(Phlio waterfall) อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี จุดหมายของเราตามแผนที่ด้านล่างครับ


แผนที่สำหรับเดินทางไปน้ำตกพลิ้ว(Phlio waterfall)
        
ถึงจุดหมาย "อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว"
        เมื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย มุ่งหน้าไปชมความงามน้ำตกพลิ้ว(Phlio waterfall) ตามรอยประวัติศาสตร์อนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) และอลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda) กันครับ

ป้ายอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว

ทางเข้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว

ต้นพลิ้ว

       ความงามของน้ำตกพลิ้วมีหลากหลายมิติครับ มีฝูงปลาแหวกว่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายๆคนเมื่อพูดถึงน้ำตกพลิ้วจะนึกถึงฝูงมัจฉาเหล่านี้ครับ



       ต้องทำและห้ามพลาด คือ ชมความงามของน้ำตกพลิ้วแทรกอยู่ในธรรมชาติที่สะกดนักท่องเที่ยวหรือผู้ไปเยือนให้หลงไหลธรรมชาติอันสวยงาม ณ สถานที่แห่งนี้ครับ

น้ำตกพลิ้ว(Phlio waterfall)
       และสิ่งที่ต้องทำหรือห้ามพลาดเมื่อมาเยือนน้ำตกพลิ้วอีกสิ่ง คือ ตามรอยประวัติศาสตร์อนุสรณ์สถานทรงปิรามิด (Pyramid Pranang Reu Lom) และอลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวน้ำตกพลิ้วครับ

 อลงกรณ์เจดีย์ (Alongkorn  Chedi Pagoda)


       ปิรามิดพระนางเรือร่ม ที่ระลึกถึงความรักแห่งสมเด็งพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ อัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว 


        สวยงามและอากาศดีมากครับ หากใครชอบการท่องเที่ยวแบบสบายๆ ขับรถกินลมเบาๆ ชมวิวสวยๆของธรรมชาติ ตามรอยประวัติศาสตร์ "อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว" อีกหนึ่งสถานที่ในเมืองไทยที่ต้องไปเยือนในห้วงชีวิตนี้ครับ...สวัสดีครับ

สิงโตหิน จุดกำเนิดแหลมสิงห์ ( Laemsing ) จ.จันทบุรี
ประภาคารแหลมสิงห์ ( Laemsing Lighthouse ) จุดชมวิวสวยที่สุดในแหลมสิงห์

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลวงพ่อพระนอน พระปางถวายพระเพลิงพระบรมศพ วัดพระนอน (Wat Phranon) หนึ่งเดียวในประเทศไทย

          วันนี้ชวนไปกราบหลวงพ่อพระนอน พระปางถวายพระเพลิงพระบรมศพ วัดพระนอน (Wat Phranon) หนึ่งเดียวในประเทศไทย จ.สุพรรณบุรี ( เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง ) ครับ


 ประวัติ/ความสำคัญ  : วัดพระนอน (Wat Phranon) 


วัดพระนอน (Wat Phranon)
         เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเขียนเล่าว่า "วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นวัดเก่าแก่สมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ ปัจจุบันมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเยี่ยมชม ทำบุญไหว้พระป็นจำนวนมาก แล้ววัดแห่งนี้ ยังป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย
         ภายในวัดมีจุดที่น่าสนใจมากมาย เมื่อเข้ามาในวัด สิ่งแรกที่จะเจอคือ “ศาลาการเปรียญ” ศาลานี้จะตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด มีความสวยงามดี ต่อมาเมื่อเข้ามาด้านในจะพบ “อุทยานมัจฉา” อุทยานแห่งนี้เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด มีปลานานาชนิดชุกชุม ทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด ทางวัดประกาศเป็นเขตอภัยทาน นักท่องเที่ยวและผู้มีจิตศรัทธาสามารถมาทำบุญให้อาหารปลาในบริเวณนี้ได้ ติดกับอุทยานมัจฉาจะเป็น “ศาลเจ้าแม่กวนอิม” ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปกราบสักการะเจ้าแม่ได้ที่นี่ แต่ศาลที่นี่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ต่อมา เป็น “วิหารพระนอน” เป็นวิหารทรงจตุรมุข โดยมุขด้านหน้ามีหลังคาต่อเติมออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาไหว้พระ ภายในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักจากหิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดพระนอน พระพุทธรูปที่นี่มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงายขนาดเท่าคนโบราณยาวประมาณ 2 เมตร ลักษณะคล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้แล้ว บริเวณโดยรอบวัด ยังมีการปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ผลและไม้ประดับ ทำให้วัดดูร่มรื่นสวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้นหน้าขึ้นตาแห่งหนึ่งของจังหวัดเลยทีเดียว"
         
สถานที่ตั้ง : วัดพระนอน (Wat Phranon) 
         ถ.สมภารคง ต.พิหารแดง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

การเดินทางไป : วัดพระนอน (Wat Phranon)
         การเดินทางวัดพระนอน (Wat Phranon) สามารถเดินทางไปโดยอิงแผนที่ด้านล่างครับ
แผนที่สำหรับเดินทางไปวัดพระนอน (Wat Phranon)

ถึงจุดหมาย : วัดพระนอน (Wat Phranon) 
            เมื่อเราเดินทางไปถึงวัดพระนอน จ.สุพรรณบุรี  เข้าไปไหว้พระขอพร และชมหลวงพ่อพระนอน พระปางถวายพระเพลิงพระบรมศพ วัดพระนอน (Wat Phranon) หนึ่งเดียวในประเทศไทยครับ (ภาพการเดินทางวันที่ 26 มิ.ย.2559)

วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)
            สิ่งที่นักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือนต้องทำหรือห้ามพลาดเมื่อมาถึงวัดพระนอน คือ กราบพระนอน

พระนอน วัดพระนอน (Wat Phranon)
            ป้ายภายในวิหารเขียนเล่าว่า "หลวงพ่อพระนอน พระปางถวายพระเพลิงพระบรมศพ หนึ่งเดียวในประเทศไทย"

พระนอน วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)
            อุทยานมัจฉาแห่งชาติ วัดพระนอน อีกจุดหนึ่งที่ต้องไปเยือนก่อนกลับครับ

อุทยานมัจฉาแห่งชาติ วัดพระนอน (Wat Phranon)

อุทยานมัจฉาแห่งชาติ วัดพระนอน (Wat Phranon)

อุทยานมัจฉาแห่งชาติ วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)

วัดพระนอน (Wat Phranon)


            หากใครชอบการท่องเที่ยวแบบสบายๆ ขับรถกินลม ชมบรรยากาศ ไหว้พระ ขอพร หลวงพ่อพระนอน พระปางถวายพระเพลิงพระบรมศพ วัดพระนอน (Wat Phranon)” อีกหนึ่งสถานที่ในเมืองไทยที่เราไม่ควรพลาดไปเยือนครับ...สวัสดีครับ

พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ฆ้องใหญ่ที่สุดในโลก วัดไผ่โรงวัว (Wat Phai Rong Wua)
ประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี 2557

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) วัดที่มีอุโบสถทาสีทองหนึ่งเดียวในประเทศไทย

          วันนี้ชวนไปเที่ยวชมวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) จ.ฉะเชิงเทรา  (แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤาไนป่าสมบูรณ์) วัดที่มีอุโบสถทาสีทองหนึ่งเดียวในประเทศไทย

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

ประวัติ/ความสำคัญ "วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) " 



         จากป้ายหน้าอุโบสถวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) เขียนเล่าว่า "...เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลายสร้างมาประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว แต่ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในปีใด ปากน้ำโจ้โล้เป็นบริเวณที่ตั้งทัพพม่าซึ่งยกทัพบก และทัพเรือมากปะทะกับกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ผลการสู้รบพระเจ้าตากสินทรงมีชัยเหนือพม่า จึงโปรดให้สร้างเจดีย์เป็นอนุสรณ์ชื่อ "โจ้โล้" นั่นมาจากการที่พระเจ้าตากสินมหาราชทรงวางแผนการศึกเข้าโจมตีทหารพม่า โดยโล้เรือมาตามลำน้ำให้ทหารพม่าตายใจว่าทรงมาเพียงลำพังแล้วให้ทหารของพระองค์ซุ่มคอยทีล้อมโจมตีจนได้ชัยชนะ และทรงสร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์บริเวณปากน้ำนี้ ต่อมาจึงเรียกกันต่อมาว่า เจ้าโล้ และเพี้ยนมาเป็น โจ้โล้  วัดปากน้ำโจ้โล้มีเรือโบราณในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา  พ.ศ.2542 ได้มีการสร้างเจดีย์อนุสรณ์ขึ้นใหม่เนื่องจากของเดิมถูกน้ำเซาะพังไปหมดแล้ว สถูปเจดีย์ดังกล่าวเป็นศิลปะแบบอยุธยา-รัตนโกสินทร์ และมีเจดีย์บรรจุอัฐิขนาดเล็ก 2 องค์ นอกจากนี้ยังพบเครื่องถ้วยชามสังคโลก สันนิษฐานว่าเป็นของชุมชนในสมัยอยุธยา-ธนบุรี พระอุโบสถของวัดปากน้ำโจ้โล้ทาสีทองทั้งหลัง เป็นอุโบสถสีทองหนึ่งเดียวในประเทศไทย โดยรอบพระอุโบสถตกแต่งด้วยพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก พระอาจารย์เอกลักษณ์ ปัญญาคโม เป็นผู้บูรณะพระอุโบสถสีทองของวัดปากน้ำโจ้โล้ตามนิมิตของท่าน โดยยังคงโครงสร้างเดิมที่ทรงคุณค่าทางศิลปะไว้"

สถานที่ตั้ง "วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) "
         ถนนวนะภูมิ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

การเดินทางไป "วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) "
         วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo )  สามารถขับรถไปเที่ยวไปชมได้ดังแผนที่ด้านล่างครับ
แผนที่วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

เดินทางถึงเป้าหมาย "วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) "
           เมื่อเดินทางถึงวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) ไปชมวัดที่มีอุโบสถทาสีทองหนึ่งเดียวในประเทศไทยกันครับ (รูปประกอบ : ถ่ายวันที่ 31 ม.ค.2559)
            สิ่งที่ต้องทำหรือห้ามพลาดสำหรับนักท่องเที่ยว หรือผู้มาเยือนวัดปากน้ำโจ้โล้ คือ เข้าไปภายในอุโบสถทาสีทองหนึ่งเดียวในประเทศไทยเพื่อกราบพระประธานภายในอุโบสถเพื่อเป็นศิริมงคลครับ

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

ภายในอุโบสถวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

ภายในอุโบสถวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

พระประธาน วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

            สิ่งที่ห้ามพลาดอีกอย่างคือการเวียนเทียนเพื่อเป็นศิริมงคลต่อเราโดยการเวียนเทียนวนรอบพระประธานผ่านใต้พระประธานครับ

ใต้พระประธานวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

ใต้พระประธานวัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

            เมื่อกราบพระประธานภายในอุโบสถและเวียนเทียนเพื่อเป็นศิริมงคลเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเดินไปเที่ยวไปชมความงามทางศิลปะของวัดบรอบๆบริเวณวัดครับ

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

            วัดปากน้ำโจ้โล้ อยู่ติดกับแม่น้ำบางปะกง สามารถดื่มด่ำธรรมชาติ สูดอากาศแบบเต็มๆ ปอดผ่านแม่น้ำบางปะกงได้น่าอิจฉาที่สุดครับ

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) 

  
            สีทองสวยงามมีความงามทางศิลปะของวัดครับ หากใครชอบการท่องเที่ยวแบบสบายๆ ตามรอยประวัติศาสตร์ ชมความงดงามของศิลปะ  "วัดปากน้ำโจ้โล้ ( Wat Pak Nam Jolo ) " อีกหนึ่งสถานที่ในเมืองไทยที่ไม่ควรพลาดไปเยือนครับ...สวัสดีครับ